ภัย"ร้าย"รายวัน : เด็กแสบ !!!
posted on 07 Apr 2008 10:29 by mi-ke‘เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า’ ประโยคสั้นๆ ที่หลายคนนิยมใช้กล่าวถึงสิ่งที่ทำในอดีตเมื่อตอนยังเด็ก แม้เด็กๆ จะถูกมองว่าอยู่ในวัยที่อ่อนประสบการณ์ ไม่ทันผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันคงต้องขอยกเว้นไว้ในเด็กบางกลุ่ม ที่ถูกผู้ใหญ่ใจร้ายเสี้ยมสอนเล่ห์กล แต้มสีสกปรก ให้ผ้าขาวต้องมัวหมอง
กรณีแรก ผู้ประสบเหตุ เล่าให้ฟังว่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งมักจะเดินไป เดินมาบริเวณป้ายรถประจำทางใกล้ๆ กับสถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อเห็นผู้ใหญ่ยืนรอรถประจำทาง เธอก็จะเดินเข้าไปประนมมือด้านหน้า พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าและเหนื่อยอ่อน... “พี่ๆ ขอตังค์หน่อยคะ หนูหิว ยังไม่ได้กินข้าวเลย”... เมื่อได้ยินดังนั้น บางคนเกิดความสงสาร เวทนาเด็กน้อยตาดำๆ แต่งกายมอมแมม จึงให้เงินเด็กไป
แต่พฤติกรรมที่ทำให้เชื่อว่า เด็กคนนั้นไม่ใสซื่อตามอาการที่แสดง เพราะผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องยืนรอรถที่ป้ายนั้นเป็นประจำ พบว่า เด็กคนเดิมขอเงินจากผู้ใหญ่ใจดีเหมือนทุกๆ วัน แต่พอรับเงินไป แล้วเห็นว่าผู้คนพากันขึ้นรถออกจากป้าย เด็กจึงเข้าไปซื้อของกินในร้านสะดวกซื้อติดแอร์ที่มีเกลื่อนเมือง เธอซื้อของกินชนิดฟุ่มเฟือยและมากชิ้น เดินกินอย่างไม่สนใจสายตาใครๆ
ในขณะที่ของกินยังเต็มมือ เด็กคนนั้นเดินหายไป และไม่เกิน 2 นาที กลับออกมาเดินขอเงิน พร้อมกับพูดว่า “พี่ๆ ขอตังค์หน่อยคะ หนูหิว ยังไม่ได้กินข้าวเลย” แถมยังเข้ามาขอเงินคุณผู้หญิงที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ทีแรกซึ่งยังคงยืนรอรถอยู่ และด้วยความช้ำใจ ไม่คิดว่าการกระทำอย่างนั้นจะเกิดขึ้นจากนิสัยของเด็กตัวเล็กๆ ได้ ผู้หญิงที่เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า “แม่หนูอยู่ไหน (เด็กคนนั้นชี้ไปไกลๆ แบบไร้จุดหมาย) หนูเพิ่งจะเข้าไปซื้อมากินเยอะแยะเลยไม่ใช่หรือ กินหมดแล้วหรอจ๊ะ” เด็กหญิงคนนั้นถึงกับหน้าถอดสี และรีบเดินหลบพ้นสายตาเธอไป
คุณผู้หญิง เล่าว่า ตนเองคิดว่าต้องมีผู้ใหญ่สอนให้เด็กทำแบบนี้ แม้จะไม่เคยเห็นว่าผู้ปกครองเด็กเป็นใคร แต่ก็เชื่อว่า พวกเขาจะต้องเป็นคนสอน เหมือนใช้เด็กให้มาหากินกับความรู้สึกสงสารของผู้ที่อยากจะให้ความช่วยเหลือ แม้จะมีความจำเป็น แต่ก็ควรทำมาหากินด้วยความสุจริต ไม่ควรสอนเด็กให้มาทำแบบนี้
กรณีต่อมา ผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งอยู่บนรถประจำทาง เธอนั่งอยู่บนเบาะนั่งคู่ ซึ่งที่ข้างๆ ของเธอยังว่าง เมื่อรถจอดป้าย ปรากฏว่า มีเด็กผู้ชายอายุราว 7-10 ปี แต่งกายมอมแมม เดินขึ้นมาเพียงคนเดียว และตรงเข้ามานั่งที่ข้างๆ เธอ ขณะนั้นรถค่อนข้างว่าง ไม่มีผู้โดยสารยืน พนักงานเก็บสตางค์จึงยังไม่เดินมาเก็บค่าโดยสาร
ไม่นาน เด็กชายถามเธอถึงเส้นทางที่จะไป ซึ่งเธอก็ตอบไปตามปกติ ทันใดนั้น เด็กชายเอามือมาวางใกล้กับกระเป๋า พร้อมกับพูดว่า “ขอตังค์หน่อยครับ ผมไม่มีค่ารถ” แต่คุณผู้หญิงเห็นว่าเด็กมีท่าทีแปลกๆ พยายามวางมือใกล้กระเป๋าคล้ายกับจะล้วง หรือกระฉาก เธอดึงกระเป๋ามาวางอีกด้าน เด็กคนนั้นมองตาม เธอจึงรีบเดินลงเมื่อรถจอดป้าย
อีกกรณี ครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกชายวัย 7 ปี เดินทางไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง เมื่อพวกเขาชำระเงินเรียบร้อย จึงเข็นรถใส่สินค้าออกมาบริเวณที่มีร้านขายหนังสือ คุณพ่อเดินเข้าไปดูหนังสือในร้าน ส่วนคุณแม่เดินไปซื้อขนมหวานที่ร้านใกล้ๆ ปล่อยให้ลูกชายยืนรอเฝ้าของเพียงลำพัง
ชั่วครู่ มีเด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีหมอง เดินเข้าไปหาลูกชาย พร้อมกับเอื้อมมือแหวกดูถุงสินค้าในรถเข็น ลูกชายจึงถามว่า “ทำอะไร ของๆ เรานะ” เขาพยายามจะเข็นรถไปอีกด้าน แต่เด็กชายคนนั้นกลับเดินตาม พร้อมกับหยิก ผลักลูกชาย และหยิบขนมที่อยู่ในถุงออกมา ทั้งคู่จึงแย่งถุงขนมกัน ลูกชายส่งเสียงเรียกคุณพ่อ-คุณแม่ให้มาช่วย เมื่อทั้งคู่ได้ยิน จึงรีบวิ่งไปหา พบเด็กชายแปลกหน้า กำลังยื้อแย่งขนม พร้อมกับหยิกลูกของเขา ทั้งคู่จึงแยกเด็กออก และถามว่า “พ่อแม่หนูอยู่ไหน ทำไมมาทำแบบนี้” เด็กคนนั้นไม่ตอบ พร้อมรีบวิ่งหายไป ด้วยความที่เห็นว่ายังเป็นเด็ก เขาจึงไม่ได้แจ้งเรื่องต่อพนักงานรักษาความปลอดภัย
แม้ทั้งสามกรณีตัวอย่าง จะไม่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับผู้พบเห็น แต่หากเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ เชื่อว่า พวกเขาย่อมมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมได้ หากยังไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้ปกครอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดการเอาใจใส่และแก้ปัญหาสังคมเช่นนี้ที่มีมานาน ความหวาดระแวงของคนในสังคมก็คงจะเพิ่มมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่ง ‘เด็ก’.
Credit : Daily News Onilne
เด็กนี่ร้ายจริงๆ
สรุป
ไม่ได้ไปเที่ยว - -
เดี๋ยวจะไปเล่นไอซ์แทน
เอารูปมาฝากเหมืิอนเดิม ฮา
ไปและ
บ้าย บาย
ปล. สปอยยังไม่เสร็จ *-*







#1 By QmumuQ on 2008-04-07 11:43